Black Ribbon
Get Adobe Flash player

ปีใหม่เผ่าลีซู บ้านกึ๊ดสามสิบ ปี 58

DSC 0667 resize

ประเพณีปีใหม่ลีซู บ้านกึ๊ดสามสิบ มีในช่วง เดือน กุมภาพันธ์ 2558

 

ประเพณี ขึ้นปีใหม่ของลีซู จะมีพิธีสำคัญ 3 วัน คือ วันแรกคือวันไหว้ตรุษจีน ซึ่งชาวลีซูถือว่าเป็นวันสิ้นปี วันที่สองเป็นวันต้อนรับปีใหม่ และวันที่สามเป็นวันส่งเทพสิ่งศักดิ์สิทธิ์และผีที่คุ้มครอง

วันแรก...ซึ่งตรงกับวันตรุษจีนวันไหว้เจ้าของชาวจีน ชาวเขาเผ่าลีซูถือว่า วันนี้เป็น “วันสิ้นปี”  ดัง นั้น งานเลี้ยงฉลองและเต้นรำในค่ำคืนนี้ ถือเป็นการเลี้ยงฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ (ในวันรุ่งขึ้น) ซึ่งคืนนี้จะเต้นรำจนย่างเข้าวันใหม่ คือ ปีใหม่ เปรียบได้กับ การเคาท์ดาวน์ของฝรั่ง

พิธีกรรม สำหรับวันแรกนี้ เริ่มขึ้น...ตอนเช้าประมาณ 8 ถึง 9 โมงเช้าจะมีการตำข้าวปุก (ข้าวเหนียวนึ่งสุกแล้วตำใส่งา เรียกว่า ข้าวปุกงา) ใช้สำหรับการเซ่นไหว้ ...และช่วงเย็นต้องเตรียม... ต้นตรุษจีน 

วันที่สอง...ของประเพณีขึ้นปีใหม่...  เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากวันฉลองตรุษจีนจะเป็นวันขึ้นปีใหม่

จะไปเซ่นไหว้ศาลเจ้าเมือง โดยไปพร้อมกันที่บ้าน “หมอเมือง”คนทำพิธีกรรม แล้วไปไหว้ศาลเจ้าเมือง ถือเป็นการต้อนรับปีใหม่

วันที่สามหรือวันส่งเทพ...เป็นวันเลี้ยงส่งเทพสิ่งศักดิ์สิทธิ์และผีที่คุ้มครอง

วันนี้ เวลา 8 ถึง 9 โมงเช้า ...ชาวเขาเผ่าลีซู ผู้ที่เป็นลูกหลานจะล้างเท้าให้พ่อแม่ผู้มีพระคุณก่อน แล้วนำเอาน้ำล้างเท้าพ่อแม่นั้นมาอาบน้ำให้ตัวเอง
        เวลา 9 โมง...ต้องเอาไก่ตัวผู้เป็นๆ มาเซ่นไหว้ต้นตรุษจีน เสร็จแล้วเชือดคอไก่ เอาเลือดและขนไก่ถูต้นตรุษจีน จากนั้นนำไก่ไปต้ม เมื่อต้มสุกแล้ว เอากลับมาเซ่นไหว้อีกที และจะนำกระดูกไก่ตัวนั้นมาอ่านคำทำนาย

  

DSC 0676 resize

 
 การแต่งกาย

 ลักษณะการแต่งกายของชนเผ่าลีซู (ลีซอ) เทศกาลปีใหม่เป็นยามที่ดรุณีลีซูทั้งหลายแต่งกายกันอย่างเต็มที่ เครื่องประดับเงินจะทับโถมอยู่เต็มทรวงเจ้าหล่อน จะสวมเสื้อกั๊กกำมะหยี่ดำ ซึ่งปักปรายไปด้วยดุมเงิน เป็นสายและดอกดวง ทั้งด้านหน้าและหลังยืดอกปิดด้วยหัวเข็มขัดเงินแผ่นสีเหลี่ยม เรียงลงมาเป็นแถวรอบคอ รัดด้วยแถบผ้าติดสร้อยระย้า ซึ่งแผ่สยายอยู่เต็มอก ส่วนติ่งหูเจาะรูสองข้างเกี่ยวตะขอห้อยตุ้มระย้าซึ่งติดพู่ไหมพรมเพิ่มสีสัน เข้าไปด้วย แถมสร้อยเงินหลายสายที่โยงผ่านใต้คางจากตุ้มซ้ายไปสู่ตุ้มขวา ส่วนข้อมือทั้งสองสวมกำไลแผ่นกว้าง แต่งด้วยอัญมณี แม้นิ้วก็สวมแหวนเงินไว้

 

ลักษณะการแต่งกายของผู้ชาย

ชุดของผู้ชาย ประกอบด้วยกางเกงเป้าต่ำสีฟ้าหรือสีอะไรก็ได้ สวมเสื้อแขนยาว จะติดด้วยกำมะหยี่ ซับในขวามักแต่งด้วยดุมเงินยิ่งมากยิ่งดี เอวคาดด้วยผ้าแดง และในย่ามก็ห้อยพู่หางม้ายาวคล้ายของผู้หญิง แต่ว่าหนุ่มนั้นห้อยไว้ข้างหน้า เดิมทีผู้ชายจะสวมผ้าโพกศีรษะทำด้วยผ้าไหมสีแดง ฟ้า เหลือง และดำ แต่ปัจจุบันหายากแล้ว เห็นใช้กันแต่ผ้าขนหนูขาว สอดกระดาษแข็งให้ตั้งขึ้นราว 20 ซม. พันรอบศีรษะง่ายๆ และห้อยตุ้มหูเงินข้างเดียวจากรูที่เจาะไว้ที่ติ่งหูซ้าย สวมกำไลก้านเงินเรียบๆ ที่ข้อมือข้างละวง ย่ามใช้งานของลีซูทอด้วยด้ายขาวหรือด้ายดิบโดยใช้ที่ผูกข้อมือ เป็นผ้าพื้นขาวยกลายทางสีแดง หรือสีอื่นๆ นอกจากสะพายบ่าเหมือนเผ่าอื่น ยังมีการติดสายหวายถัก ซึ่งใช้คาดศัรษะให้ตัวย่าม ห้วอยู่บนบ่าอีกด้วย ย่ามไปงานทอด้วยเส้นด้าย มีการทิ้งครุยกรายด้านข้าง แล้วยังมีหู คือ ชิ้นผ้าสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่มุมทั้งสองของย่าม ลายปักงดงามแปลกตาที่หู ไม่มีซ้ำกัน เพราะถือว่าเป็นลายเซ็นของคนทำ บางคนก็จะติดกระดุมเงินเม็ดน้อยไว้ที่มุมหู ปากย่ามกุ๊น และปะแต่งด้วยแถบผ้าหลากสี และยังทิ้งแถบผ้าสีแดง และสีฟ้าเข้มห้อยจากหูลงไปด้วย ย่ามที่งดงามที่สุดไม่ว่าจะเป็นของลีซู หรือเผ่าอื่นใดคือ ย่ามเกี้ยวสาวของหนุ่มวัยกำดัดนั้นทำเหมือนย่ามที่กล่าวมาแล้ว แต่แผ่นหน้าปักลูกปัดเป็นเม็ดเล็กๆ หลายสีไว้เต็มพืดเป็นลายละเอียดแถบผ้าที่ห้อยจากหูนั้นยาวร่วม 20 ซม. ปักประดับด้วยด้ายสีสดหลายสีไม่มีว่างเว้นกัน ย่ามห้อยครุยไหมพรมหลากสียาวเทาแถบผ้าจากหู และปกย่ามติดกระดุมตุ้มระย้าเงินตลอดแนว

 

ลักษณะการแต่งกายของผู้หญิง

ผู้หญิงลีซอทุกวัยแต่งกายด้วยผ้าสีสดใส สวมใส่เป็นเสื้อตัวหลวม แขนกระบอก ส่วนหน้าของเสื้อยาวถึงเข่า นิยมสีน้ำเงิน เขียว ฟ้า และม่วง คอเป็นผ้าสีดำ ตกแต่งลวดลายสวยงาม โดยนำผ้าแถบผ้าสีต่างๆ เช่น ม่วง ฟ้า ชมพู เขียว ดำ ขาว ส้ม แดง มาเย็บต่อกันเป็นริ้ว สวมเสื้อกั๊กที่ตกแต่งด้วยกระดุมเงิน สวมกางเกงหลวมๆ สีดำ ในตัวเสื้อ ใช้ผ้าสีดำพันรอบเอว คล้ายเข็มขัด สวมปลอกขาเพื่อป้องกันแมลง กิ่งไม้ หรือกันหนาว ผู้หญิงสูงวัยโพกหัวด้วยผ้าสีดำยาวพันหัวหลายๆ รอบแล้วเก็บชาย หญิงสาวจะสวมหมวกโดยประดับประดาด้วยลูกปัดหลากสี ส่วนผู้ชายลีซอ ทุกวัยแต่งกายเหมือนกัน โดยสวมใส่กางเกงที่มีความยาวเลยเข่าเล็กน้อย เป้ากว้างมาก สีน้ำเงิน สีเขียว ฟ้า เสื้อสีดำ แขนยาว คอป้ายตกแต่งกระดุมเงิน ติดรังดุมสีน้ำเงินที่ส่วนบนของตัวเสื้อ สวมปลอกขาสีดำ เครื่องแต่งกายของสตรีลีซู เป็นประจักษ์พยานอันชัดถึงการแข่งขันกันเป็นหนึ่งอย่างไม่ยอมน้อยหน้าใคร เห็นได้ตั้งแต่ส่วนบ่า และตันแขนของเสื้อซึ่งใช้แถบผ้าเล็กๆ ซ้อนทับสลับสีไล่กันไปรอบๆ คอ และไส้ไก่ปลายเป็นปุยมากมายที่ห้อยสยายลงมาจากปลายผ้ารัดทางด้านหลัง ทั้งเครื่องประดับเงิน และมีแต่งทับสลับช้อนเป็นแผงเต็มอกไม่มีที่ว่าง การแต่งกายของสตรีลีซูเปลี่ยนแปลงไปจากดั้งเดิมมาก ซึ่งจะเห็นได้ชัดในบริเวณช่วงไหล เนื่องจากสมัยก่อนใช้การเย็บด้วยมือ แต่สมัยนี้เย็บด้วยจักร การเย็บจะปราณีตกว่า สวยกว่า แต่เล็กกว่าแบบดั้งเดิม เดิมที่ลีซูทำเสื้อผ้าฝ้ายใยกัญชา แต่ทุกวันนี้หญิงลีซูแถบเหนือจะใช้ผ้าฝ้าย ส่วนพม่าในจีนก็ยังคงนุ่งกระโปรง ผ้าใยกัญชาจีบสลับซับซ้อน ลีซูในพม่าการแต่งกายจะแตกต่างกัน และหลายแบบ ซึ่งไม่เหมือนกันชนเผ่าลีซูในเมืองไทย หญิงลีซูในเมืองไทยหันมาใช้ผ้าฝ้าย หรือผ้าใยสังเคราะห์ซึ่งมีขายทั่วไปในท้องตลาด ตัวเสื้อทรงตรงหลวมยาวผ่าข้างทั้งสองขึ้นมาถึงเอว ด้านหน้าคลุมเข่า ด้านหลังห้อยลงไปคลุมน่อง คอกลมติดสาบเฉียงแบบจีนจากกลางคอลงไปถึงแขนขวา ผ้าชิ้นอกของเสื้อมักต่างกันส่วนอื่นๆ ตัวเสื้อมักเป็นสีฟ้าอมเขียวหรือสีอื่นๆ

 

 

พบปล่องภูเขาไฟกว่า 30 ปล่อง และทุ่งบัวตองแห่งใหม่ 

 

m 00404 002m 00404 001

 

 

จากข่าวดังเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 46 ที่ผ่านมา ถึงการค้นพบหลุมขนาดใหญ่ มีลักษณะคล้ายปล่องภูเขาไฟ ลึกลงไปใต้พื้นพิภพนับร้อยเมตร กว่า 30 หลุม ในเขตพื้นที่บ้านกึ๊ดสามสิบ ต.สบป่อง อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งพื้นที่ดังกล่าว เป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขาเผ่าลีซอ และเป็นพื้นที่เป้าหมายการปราบปรามยาเสพติด ของ จ.แม่ฮ่องสอน

นับตั้งแต่ข่าวดังกล่าวนี้ได้ถูกเผยแพร่ออกไป หมู่บ้านกึ๊ดสามสิบ ที่อยู่ห่างไกลต่อความเจริญ และการคมนาคม ได้กลับกลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยว ที่นิยมชมชอบการท่องเที่ยวในรูปแบบผจญภัยกันเป็นอย่างมาก โดยต่างมุ่งหวังว่าอยากจะเดินทางไปพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่า หลุมดังกล่าวที่กระจัดกระจายอยู่ในบริเวณหมู่บ้านกึ๊ดสามสิบนั้น เป็นหลุมที่เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และจะมีความลึกขนาดไหน นอกจากนั้น แล้วยังเกิดคำถามต่ออีกว่า ในหมู่บ้านที่ห่างไกลต่อการคมนาคมนี้ จะยังมีอะไรอื่นที่น่าสนใจอยู่อีกบ้าง ?

วันนี้ทีมงานของเราจึงเร่งเดินทางไปเก็บภาพ และรายละเอียดมาให้ชมกัน ...

การเดินทางสู่หมู่บ้านกึ๊ดสามสิบ ต.สบป่อง อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ค่อนข้างเป็นเรื่องที่ลำบากสักหน่อย แถมพ่วงท้ายมาด้วยเป็นหมู่บ้านเป้าหมายการปราบปรามยาเสพติด และเพิ่งจะมีการเข้ากวาดล้าง จนถึงขั้นปะทะกันไปหมาดๆ ซึ่งในวันที่ 28 พ.ย. 46 วันที่ทีมงานเดินทางไปถึง อ.ปางมะผ้า ก็บังเอิญได้ยินได้ฟังเจ้าหน้าที่ตำรวจวิทยุโต้ตอบกัน ถึงการปะทะกันอีกครั้งในบริเวณชายแดน จ.แม่ฮ่องสอน ข่าวล่าสุดนี้ทำให้พวกเราทั้งหมดที่กำลังมึนๆ งงๆ กับอาการเมาโค้งอยู่นั้น หายเป็นปลิดทิ้งในทันที แต่ก็ยังพออุ่นใจได้บ้างที่ทาง จ.แม่ฮ่องสอน โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ได้กรุณาให้ความอนุเคราะห์แก่คณะเรา โดยท่านได้ผสานงานกับทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองของ อ.ปางมะผ้า ไว้เป็นการล่วงหน้าเพื่ออำนวยความสะดวกแก่คณะเรามาก่อนหน้าแล้ว

หมู่บ้านกึ๊ดสามสิบ ตั้งอยู่ห่างจาก อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน เป็นระยะทาง 18 กม. ต้องใช้รถกระบะที่ขับเคลื่อน 4 ล้อ เดินทางเข้าไป ในฤดูฝนรถยนต์ไม่สามารถเดินทางเข้าไปได้ ตลอดสองข้างทางมีสภาพเป็นป่าเขา นานๆ จึงจะพบหมู่บ้านของชาวเขาสักหมู่บ้านหนึ่ง

ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า คณะเราได้มาถึงหมู่บ้านกึ๊ดสามสิบ ก็พบกับความประหลาดใจกับสิ่งแรกที่ได้เห็น คือ ทุ่งดอกบัวตองเหลืองอร่ามทั่วไปทั้งหมู่บ้าน !! ตั้งแต่ชายเขาด้านล่างอันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนบ้านกึ๊ดสามสิบ เรื่อยไปจนถึงบนเขาซึ่งเป็นที่ตั้งหมู่บ้าน ของชาวเขาเผ่าลีซอ ทุ่งบัวตองแห่งนี้ ดูงดงามและยิ่งใหญ่ไม่แพ้ที่ดอยอูคอ อ.ขุนยวมเลย แต่ก็คงมีข้อด้อยอยู่ที่การเดินทางเข้ามาชมที่ค่อนข้างลำบาก ทั้งนี้ทางจังหวัดก็มีนโยบายเร่งพัฒนาให้หมู่บ้านแห่งนี้ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีก แห่งหนึ่งของ จ.แม่ฮ่องสอน อีกหน่อยอาจจะเป็นปีหน้าเราคงไม่ต้องมุ่งไปที่ อ.ขุนยวม เพียงแห่งเดียวนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีกับชาว อ.ปางมะผ้า และนักท่องเที่ยวทุกคน

ปล่องภูเขาไฟ ผมขอหยุดเรื่องทุ่งดอกบัวตอง ที่งดงามไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน เพราะที่นี่ยังมีเรื่องสำคัญที่ผมดั้นด้นมาเพื่อถ่ายภาพมาให้ชมกัน นั่นคือ ปล่องภูเขาไฟกว่า 30 ปล่อง (จะเป็นปล่องภูเขาไฟ หรือ โพรงถ้ำ สันนิษฐานนี้ยังไม่มีใครพิสูจน์ ในที่นี้ผมขอเรียกตามผู้คนส่วนใหญ่ไปก่อน) ห่างออกไปจากหมู่บ้านประมาณประมาณ 200 เมตร ด้านทิศตะวันตกเป็นจุดที่ตั้งของปล่องภูเขาไฟ ปล่องแรกที่คณะของเราได้เดินทางเข้าไป ดูเหมือนจะเป็นปล่องที่เดินทางเข้าไปได้สะดวกที่สุด แม้จะต้องเดินลุยป่าสักหน่อย จากสภาพเส้นทางมีร่องรอยของชาวบ้านเดินมาก่อนบ้างแล้ว นายยอดชาย เปรมวชิระนนท์ อดีตสมาชิก อบต. ของหมู่บ้าน บอกกับคณะเราว่า ก่อนหน้านี้มีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น 4 5 คน ได้เดินทางเข้ามา พร้อมอุปกรณ์การโรยตัวลงไป แต่ก็ลงไปได้ไม่ถึง 10 เมตร ก็ต้องรีบขึ้นมาเพราะรู้สึกว่าด้านล่างไม่มีอากาศหายใจ